ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด กล่าวขอบคุณสมาชิกลงคะแนนเสียงหลังชนะการเลือกตั้งฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด กล่าวขอบคุณสมาชิกลงคะแนนเสียงหลังชนะการเลือกตั้ง

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ (Florentino Perez) ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานสโมสร “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด (Real Madrid) ต่อไปอีก 4 ปีอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่เขาสามารถเอาชนะคู่แข่งอย่าง เอนริเก้ ริเกลเม่ (Enrique Riquelme) ในการลงคะแนนเสียงจากสมาชิกลงคะแนน (โซซิโอส์) ของสโมสร

เลือกตั้งสายฟ้าแลบ หวังสร้างจุดยืนที่มั่นคง

การเลือกตั้งประธานสโมสรในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ เปเรซ ในวัย 79 ปี ตัดสินใจประกาศจัดการเลือกตั้งขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แม้ว่าตัวเขาจะยังมีวาระการดำรงตำแหน่งยาวไปจนถึงปี 2029 ก็ตาม

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด กล่าวขอบคุณสมาชิกลงคะแนนเสียงหลังชนะการเลือกตั้ง

สาเหตุหลักที่ทำให้บิ๊กบอสทัพราชันชุดขาวตัดสินใจเช่นนี้ เนื่องจากเขาต้องการเสียงสนับสนุนและจุดยืนที่มั่นคงอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ เรอัล มาดริด ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก และจบฤดูกาลด้วยความว่างเปล่า ไม่มีถ้วยแชมป์รายการใหญ่ติดมือมาถึง 2 ซีซั่นติดต่อกัน

‘เปเรซ’ ปลื้ม ชนะขาดลอยทุกโต๊ะลงคะแนน

แม้จะไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ ในระหว่างกระบวนการลงคะแนนเสียง แต่หลังจากทราบผลว่าตนเองคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาด ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ได้ออกมากล่าวแสดงความรู้สึกขอบคุณต่อสมาชิกว่า

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด กล่าวขอบคุณสมาชิกลงคะแนนเสียงหลังชนะการเลือกตั้ง

“เราชนะในทุกๆ โต๊ะลงคะแนนเลยทีเดียว เราบรรลุผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของการเลือกตั้งสโมสร เรอัล มาดริด มันเป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมาก” ประธานคนเก่ง เปิดใจ

“และจริงๆ แล้วมันอาจจะดียิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะมีคะแนนโหวตที่ส่งมาทางไปรษณีย์จำนวนถึง 1,000 คะแนนที่ถูกตัดสินให้เป็นโมฆะไป แต่แน่นอนว่าเราจะทำการอุทธรณ์คำตัดสินนั้น”

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด กล่าวขอบคุณสมาชิกลงคะแนนเสียงหลังชนะการเลือกตั้ง

ตำนานที่ยังมีลมหายใจของ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว

สำหรับ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เข้ารับตำแหน่งประธานสโมสร เรอัล มาดริด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2000 และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐาน พัฒนาโปรเจกต์ “กาลาคติกอส” (Galacticos) และยกระดับสโมสรทั้งในแง่ของฟุตบอลในสนามและการตลาดนอกสนาม นำพาทัพ “ราชันชุดขาว” ประสบความสำเร็จกวาดถ้วยรางวัลมาครองได้อย่างเป็นกอบเป็นกำตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา